6 Cares จาก Care the Bear เมื่อการลดโลกร้อนทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

6 Cares จาก Care the Bear เมื่อการลดโลกร้อนทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

‘วิกฤตโลกร้อน’ เป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลก และกำลังเผยภาพที่ชัดเจนขึ้นมากในวันนี้ ทั้งในเรื่องที่เรามองเห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยร่างกาย หรือปัญหาบางอย่างที่กำลังซุกซ่อนไว้ และกำลังจะส่งผลร้ายขนาดใหญ่ในอนาคต

หรือเรียกได้ว่าเป็นปัญหาที่จะมัวรอการแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว เราควรต้องเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่างกันในทันที

แต่พอพูดถึงสถานการณ์ระดับโลก หลายคนอาจนึกถึงกลุ่มอุตสาหกรรม แต่ทราบหรือไม่ว่า การใช้ชีวิตประจำวันของเราก็ล้วนแต่เกี่ยวพันกับการสร้างก๊าซเรือนกระจกได้เช่นกัน ไม่ว่าจะการเดินทางหรือเรื่องที่อาจฟังดูเล็กๆ อย่างอาหารการกินก็ล้วนแต่เชื่อมโยงกับวิกฤตโลกร้อนด้วยกันทั้งนั้น

แต่… เราจะเริ่มกันอย่างไรดี มีวิธีการแบบไหนที่เราเริ่มเลยได้บ้าง?

ถึงแม้จะเป็นวิกฤตที่ยิ่งใหญ่ แต่เราก็สามารถเริ่มแก้ได้ในทุกวัน เพราะฉะนั้นวันนี้เราอยากชวนทุกคนมารู้จัก

กับหลักการ 6 Cares ภายใต้โครงการ Care the Bear ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เป็นดั่งคู่มือในการสร้างพฤติกรรมร่วมลดโลกร้อน และเป็นหนึ่งในโครงการสร้างจิตสำนึก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสมาชิกในองค์กร หรือชุมชน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ เพียงการลงมือปฏิบัติด้วยตัวเราเอง

เป็นหลักการที่เราสามารถลงมือทำได้ทันที ด้วยวิธีง่ายๆ จากตัวอย่างที่เรายกมาบอกเล่ากันต่อไปนี้ 

ส่วน 6 วิธีการจะมีอะไรบ้าง จะทำได้ในชีวิตประจำวันจริงไหม ติดตามได้ในอัลบั้มนี้เลย 

269805054_3224106771248186_46

1. รณรงค์ให้เดินทางโดยรถสาธารณะหรือเดินทางด้วยกัน

ในทุกๆ วันที่เราขับรถยนต์ไปทำงานหรือไปไหนมาไหนก็ตาม เมื่อรถวิ่งไปในทุกๆ หนึ่งกิโลเมตรหมายถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้ถึง 150-200 กรัม แล้วมาลองคิดกันเล่นๆ ว่าถ้าคน 100 คน ขับรถ 100 คัน วิ่งในระยะทาง 20 กิโลเมตรจะปล่อยก๊าซเรือนกระจก มากแค่ไหน? 

แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราเปลี่ยนจากการขับรถของตัวเองมาใช้รถยนต์สาธารณะ หรือถ้าเพื่อนร่วมงานของเราอยู่ละแวกเดียวกัน หรือเรามีจุดหมายปลายทาง แล้วหันมาแชร์รถร่วมกันล่ะ จะเป็นอย่างไร

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราหันมาเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางหรือใช้รถไฟฟ้า เราจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อเทียบกับการใช้รถส่วนบุคคลได้มากถึง 81.44-88.90% ส่วนการเดินทางไปด้วยกันโดยรถยนต์หลายๆ คน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้ถึง 50-80% เลยทีเดียว

หรือวิธีที่ดีที่สุด ถ้าจุดหมายการเดินทางของเราอยู่ไม่ไกล อาจเปลี่ยนมาเป็นการเดินหรือปั่นจักรยาน ซึ่งนอกจากจะไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่ชั้นบรรยากาศแล้วก็ยังดีกับสุขภาพเราอีกต่อหนึ่ง

ผลพลอยของการใช้รถให้น้อยลงหรือการเดินทางร่วมกันยังทำให้ที่จอดรถว่างมากขึ้น เราก็หาที่จอดได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาวนรถจนหัวหมุนเหมือนก่อนจนเข้างานสายหรือเสียโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่หมายปองไปอย่างน่าเสียดาย

269881113_3224106624581534_74

2. ลดการใช้กระดาษและพลาสติก

กระดาษและพลาสติกอาจเป็นของที่มีความแตกต่างกันในเงื่อนไขของวัสดุต้นทาง แต่ทั้งสองสิ่งต่างก็มีความเหมือนกันในแง่ของขั้นตอนการผลิตที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับโลก

ยิ่งเราใช้มาก ก็ต้องผลิตมาก ก๊าซเรือนกระจกก็ถูกสร้างและสะสมมากขึ้น แม้วัสดุทั้งสองจะสามารถนำมารีไซเคิลได้ แต่ก็มีหลายครั้งที่เราพลาดโอกาสนั้นด้วยเหตุและปัจจัยนานา และนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามมานอกเหนือเรื่องโลกร้อน

ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ คือ การใช้ให้น้อยลง 

ตัวอย่างเช่น หากเรากำลังจัดกิจกรรมสัมมนา เราอาจเปลี่ยนจากแก้วกระดาษหรือแก้วพลาสติกมาเป็นแก้วซิลิโคนแทน หรือถ้าให้ดีกว่านั้นก็ควรชวนผู้เข้าร่วมงานพกแก้วส่วนตัวมาเอง หรือหากมีการแจกสิ่งของก็ให้ลดใช้ถุงดาษหรือพลาสติกในการใส่สิ่งของ หันมาใช้ถุงผ้า (และใช้ซ้ำ)

หรือในอีกกรณี หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้ ก็พยายามนำสิ่งนั้นมาใช้ซ้ำให้ได้มากที่สุด เท่านี้ก็จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกในชีวิตประจำวันของเราได้มากโขทีเดียว

269871675_3224106707914859_58

3. งดใช้โฟม

ต่อเนื่องจากเรื่องการลดใช้กระดาษและพลาสติก โฟมก็เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ ด้วยคุณสมบัติเด่นคือความเบาและสามารถดัดแปลงมาทำอะไรได้หลายอย่าง แต่ก็คงปัญหาตามมาภายหลังมากมาย ซึ่งหากเรางดใช้โฟมได้ ก็จะเป็นการดีต่อทั้งการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก จากการผลิตและปัญหามลพิษจากการกำจัด

และวิธีแก้ไขก็ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถ เพียงแค่หันมาใช้วัสดุอื่นๆ ที่วันนี้มีข้าวของมากมายที่สามารถนำมาทดแทนได้หมดแล้ว

ตัวอย่างเช่น กล่องใส่อาหาร ก็เปลี่ยนมาใช้ปิ่นโตหรือกล่องข้าวที่ใช้ซ้ำได้แทน หรือเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติที่ทุกวันนี้มีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมามากมาย

หรือในระดับองค์กร หากเราเป็นเจ้าภาพการจัดการก็ขอให้หลีกเลี่ยงการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุที่ทำจากโฟม นอกจากเราจะไม่เป็นตัวการก่อปัญหา ยังช่วยผลักดันให้ผู้ผลิตหันมาทบทวนตัวเอง ปรับเปลี่ยนสิ่งที่ไม่เหมาะสมออกไป แล้วก้าวไปสู่ความยั่งยืนได้พร้อมๆ กัน

269852707_3224106717914858_39

4. ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า
หรือเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน

เราอาจคุ้นชินกับการลดใช้พลังงานอย่างการชวนกันปิดไฟหรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้ หรือหันมาใช้อุปกรณ์แบบประหยัดพลังงาน (เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟ) กันมาพอสมควร 

ซึ่งวิธีการที่ว่าสามารถช่วยลดการใช้พลังงานได้ดีอีกทางหนึ่ง แต่ในอีกแง่เรายังมีวิธีการลดใช้พลังงานที่ดีกว่านั้น ซึ่งก็คือการออกแบบสถานที่ให้สอดคล้องกับการใช้งานที่ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานมากเกินความจำเป็น

หรือหมายถึงการลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากต้นตอไปเลยในคราวเดียว

สมมติว่า ถ้าเราจะสร้างบ้านสักครั้ง จะออกแบบอย่างไรให้กลางวันเราสามารถใช้แสงจากธรรมชาติได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการเปิดไฟ หรือทำอย่างไรให้อากาศภายในถ่ายเทได้สะดวกโดยไม่ต้องเปิดเครื่องทำความเย็นตลอดทั้งวันทั้งคืน ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกับการออกแบบสำนักงานหรือการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่หากเราสามารถมองให้สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติ หรือฤดูกาลได้แล้ว เชื่อเถอะว่าจะสามารถลดใช้พลังงานได้เป็นจำนวนมาก 

หรือในอีกทางหนึ่ง ลองหันมามองการใช้พลังงานสะอาดอย่างแสงอาทิตย์ก็เป็นทางเลือกของอนาคตที่ดีเลยทีเดียว

269385726_3224106674581529_53

5. เลือกใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

บ่อยครั้งที่การเลือกสรรข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของเราอาจกำลังทำร้ายโลกโดยที่เราไม่รู้ตัว ทั้งอาจมาจากรูปลักษณ์ที่ดูดี จนอาจหลงลืมไปว่าข้าวของเหล่านั้นมันมีประโยชน์น้อยมาก – น้อยขนาดที่ว่าใช้ได้เพียงครั้งเดียวก็ต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย

ดังนั้น เพื่อไม่ให้ข้าวของหมดประโยชน์ไปอย่างรวดเร็ว เราก็อาจต้องใช้เวลาคิดถึงสิ่งที่เราต้องการใช้ให้มากหน่อย เปลืองเวลาเลือกสักนิดเพื่อเพิ่มอายุข้าวของสิ่งนั้นให้อยู่กับเราไปนานๆ โดยไม่เสียเปล่า

หรือหากยังนึกในเรื่องใหญ่ๆ ไม่ได้ ก็เพียงย้อนกลับไปทบทวนเรื่องการหาอะไรมาทดแทนกระดาษ พลาสติก หรือโฟม ประเด็นเหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นมุมมองแบบเดียวกัน โดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆ เช่น การเลือกใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ หรือการนำสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วมาดัดแปลงเป็นของใช้ชิ้นใหม่ ก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ดีกว่าการต้องซื้อหาข้าวของเครื่องใช้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

269740415_3224106644581532_71

6. ลดการเกิดขยะ ตักอาหารแต่พอดี และทานให้หมด

รู้ไหม ทุกปีเราทิ้งอาหารถึง 923 ล้านตัน ซึ่งในจำนวนนั้นมีมากถึง 17% ที่เป็นขยะจากอาหารเหลือทิ้งที่ถูกผลิตเกินปริมาณจนขายไม่หมด ทั้งจากร้านค้า และจากการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งกระบวนการผลิตอาหารแต่ละชนิดก็ล้วนแต่สร้างก๊าซเรือนกระจกมากน้อยแตกต่างกันไป

ตัวอย่างเช่น การหุงข้าว 1 กิโลกรัมนั้น สามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 2.7 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) ถ้าคุณชอบทานผักอย่างบล็อกโคลี่ 2 กิโลกรัม (ลืมใส่หน่วยมา  หน่วยเป็นกิโลกรัมใช่ไหมคะ)  ก็เท่ากับปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2 kgCO2e หรือถ้าชอบทานเนื้อไก่หรือหมู ก็ปล่อยมากถึง 6.9-12.6 kgCO2e

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว เพื่อไม่ให้อาหารมื้อต่อไปเป็นการสร้างคาร์บอนฯ อย่างเสียเปล่า เราก็ควรบริโภคและทานอาหารอย่างพอดี ไม่ซื้อเผื่อซึ่งอาจทำให้เกิดการเหลือทิ้งกลายเป็นขยะ หรืออาจวางแผนลดปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ลง เพราะ 70% ของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในโลกมาจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์

นอกจากนี้ อาจลดการกินอาหารแปรรูปหรือมีขั้นตอนการผลิตมาก เพราะหากยิ่งมีขั้นตอนหรือกระบวนการผลิตหลากหลายขั้นตอน ก็จะยิ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นตามไปด้วย

หรือขยับเลเวลไปอีกสักนิดโดยการเลือกซื้ออาหารในท้องถิ่น ทานอาหารตามฤดูกาล ก็จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการขนส่งได้มากมายมหาศาลเลยทีเดียว

ซึ่งปัจจุบันโครงการ Care the Bear มีพันธมิตรกว่า 200 องค์กร ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และธุรกิจเพื่อสังคม สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ 12,383 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการดูดซับ CO2/ปี ของต้นไม้จำนวน 1,375,939 ต้น หรือเทียบเท่ากับการดูดซับ CO2/ปี ของป่าสมบูรณ์จำนวน 12,383 ไร่

เรื่องราวของ BrandThink x CARE THE BEAR ลดโลกร้อน ยังไม่หมดแค่นี้ ยังมีข้อมูลอีกหลากหลาย Episode ที่เราอยากหยิบยกมานำเสนอ ในครั้งหน้าจะเป็นประเด็นไหน รอติดตามได้เลย 

มาร่วมมือกันรักษาสภาพแวดล้อม ก่อนอะไรๆ จะสายเกินไป ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต 

หากองค์กรไหน หรือใครสนใจ สามารถติดตามข้อมูลและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญได้ที่ : www.carethebear.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: ฝ่ายพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โทร. 02-009-9480